Scholarship

การสอบภาษาอังกฤษ : ประสบการณ์นักเรียนทุน กพ ตอนที่ 3

calendar_today Feb 9, 2020
schedule 2 min read

สวัสดีครับ ตอนนี้ผมเดินทางมาเรียนต่อแล้วนะครับ มาอยู่ที่ University of Illinois at Urbana-Champaign ที่รัฐ Illinois ประมาณ 3 ปีแล้วครับ ตอนนี้จบ ป.โท เรียบร้อยแล้ว กำลังต่อ ป.เอก Geography and GIS ครับผม

ที่หายไปก็เพราะต้องปรับตัวกับอะไรหลายๆอย่าง ตอนนี้เข้าที่เข้าทางแล้วเลยจะมาสานต่อให้จบ Series ซะทีนะครับ

เราเดินทางกันมาถึงตอนที่ 3 ของ “ประสบการณ์สอบทุน กพ The Series” กันแล้ว ตอนนี้เราจะมาพูดถึงการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ที่จำเป็นมากๆ สำหรับการเรียนต่อต่างประเทศนะครับ ซึ่งจะมีอยู่ 3 อย่างคือ IELTS, TOELF, และ GRE (บางสาขาอาจจะให้ใช้ SAT แทน GRE ครับ) เนื้อหาที่เราจะมาพูดถึงกันในตอนนี้จะมีประมาณนี้ครับ

  1. การดู requirement และ deadline ของมหาวิทยาลัยและสาขาวิชา
  2. การเตรียมตัวสำหรับการสอบวัดระดับภาษา
  3. คำแนะนำสำหรับการสอบวัดระดับภาษา Tip & Trick สอบวัดระดับภาษา (จากประสบการณ์ตรง)
  4. การเตรียมตัวอีกครั้งในกรณีที่ผลยังไม่เป็นที่พอใจ

ดูท่าแล้วน่าจะเป็นตอนที่ยาวมากทีเดียว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้พลังงาน ทุกอย่างเยอะมาก ทั้งเวลา กำลังกาย กำลังสมอง ทุกอย่างต้อง Focus ที่การสอบ เพื่อให้ผ่านเกณฑ์นั่นเอง หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่อยากไปเรียนต่อ หรือแม้แต่คนที่ต้องการสอบวัดระดับภาษานะครับ มาเริ่มกันเลย!

=======================================

1. การดู requirement และ Deadline ของมหาวิทยาลัยและสาขาวิชา สำคัญมาก!!!

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ผมคิดว่ามันสำคัญมากๆ สำหรับใครที่จะสมัครเรียน เพราะมันจะเป็นเป้าหมายทั้งหมด ให้เราตั้งใจอ่านหนังสือสอบ และรู้ว่าเราควรพัฒนาตัวเองมากน้อยแค่ไหนเพื่อให้ถึงเป้าหมาย และยังช่วยเป็นการทบทวนความก้าวหน้าของการสมัครเรียนของเราด้วย

Requirements

เวลาสมัครเรียนจะมี requirement ของมหาวิทยาลัย และ requirement เฉพาะของแต่ละ Degree โดยส่วนใหญ่แล้ว minimum requirements ของ Degree ที่เราจะสมัครจะสูงกว่าของมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ อย่างไรให้มองหา requirements ที่สำคัญดังนี้

  1. Deadline ของการสมัคร สำคัญมากกกก!!!
  2. คะแนนขั้นต่ำของการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ TOEFL หรือ IELTS (ของ University และ Department/Degree)
  3. คะแนนขั้นต่ำ GRE หรือ GMAT (อาจจะไม่มีขั้นต่ำในบาง Degree แต่เกือบจะทั้งหมดต้องส่งคะแนน)
  4. Statement of Puspose (บางมหาวิทยาลัยมี list คำถามมาให้)
  5. Research Proposal (โดยเฉพาะปริญญาเอก)
  6. Recommendation Letters (เท่าที่สังเกต ฝั่ง Europe ใช้ 2 คน และฝั่ง US ใช้ 3 คน)

วิธีการหา Requirement ที่กล่าวมาข้างบนบางทีก็ง่าย แต่บางทีก็ยากและสับสนครับ จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ เพื่อจะเข้าใจว่ามันต้องทำยังไง และจัดระบบเพื่อให้ตัวเองง่ายต่อการจัดการครับ

วิธีคนหา Requirement แบบง่ายๆเลยคือ

  1. เข้าเว็บของมหาวิทยาลัย
  2. มองหาเมนู Admission แล้วเลือก Undergraduate หรือ Graduate ตามที่เราอยากเรียนครับ
  3. มองหา General Requirement สำหรับ Requirement ทั่วไปของมหาวิทยาลัยครับ
  4. มองหา Degree ที่เราจะสมัคร สำหรับ Requirement ของ Degree

ผมขอยกตัวอย่าง Univerisity at Buffalo ที่ผมอยากจะไปเรียน PhD นะครับ

Press enter or click to view image in full size

General requirements
Program requirements

จะเห็นว่า ใน requirements ของ Department จะเขียนไว้ว่า minimum จะสูงกว่าแต่ไม่ได้ระบุว่าเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า Department ใช้คะแนนภาษาอังกฤษในการพิจารณา ถ้าได้ minimum ก็มีสิทธิ์ แต่! ก็ต้องเรียงตามลำดับคะแนนภาษาอังกฤษด้วย

Deadline

สิ่งที่จะแนะนำก็คือ อยากให้เพื่อนๆ ทำ Excel ไว้เลยว่า แต่ละที่ มี Requirement อะไร เท่าไหร่ โดยเฉพาะ Deadline ของการรับสมัคร อย่าง UoB ที่เป็นตัวอย่าง จะเห็นว่า Deadline ของ International Student หมด May 1st ของทุกปี ดังนั้นเราจะรู้ว่าเรายังเหลือเวลามากน้อยแค่ไหนเพื่อให้เตรียมทุกอย่าง

Program application deadline

Note: บางคนอาจจะมี list ของมหาวิทยาลัยในใจเรียบร้อยแล้ว เยี่ยมมากครับ!! แต่สำหรับใครที่คิดไม่ออกว่าเราจะไปไหนต่อดี ผมขอเสนอให้ไล่อันดับมหาวิทยาลัยโลกไปเลยครับ อันนี้เป็นวิธีส่วนตัวที่ผมใช้นะครับ

วิธีการก็คือ เปิด World University Ranking เลยครับ หลักๆ มี 2 เจ้าดังนี้ครับ

QS World University Rankings

Times Higher Education World University Rankings

พอเข้าเว็บแล้วเราก็ต้องไปหา Ranking สำหรับสายที่เราจะเรียนครับ เราก็จะได้ list ของมหาวิทยาลัยที่เป็นเป้าหมายของเรากันครับ

2. การเตรียมตัวสำหรับการสอบวัดระดับภาษา

จากตัวอย่าง จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยที่เราเลือก มีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำคือ TOELF 79 หรือ IELTS 6.5 (ทุก part ไม่ต่ำกว่า 6.0) และ GRE ไม่มีขั้นต่ำ แต่ควรได้อย่างน้อย 300+ ครับ ดังนั้น นี่คือ เป้าหมายต่ำสุดของเรา เพื่อที่จะมีโอกาสส่งใบสมัครนะครับ ถ้าไม่ถึงเกณฑ์นี้ แนะนำว่าไม่ควรส่งใบสมัครครับ เสียเงินเปล่าๆ เพราะเค้าจะ reject ทันทีครับผม

เมื่อเราเห็นเป้าหมายชัดเจนแล้วเราก็ต้อง มาเริ่มเตรียมตัวกันครับ ขั้นตอนการเตรียมตัวของผมก็อาจจะต่างจากคนอื่นนะครับ แต่ถ้าอยากลอง ก็ตามนี้เลยครับ

1. เริ่มต้นด้วยการวางแผนวันสมัครสอบ แล้วก็สมัคร พร้อมจ่ายเงินค่าสอบให้เรียบร้อยเลยครับ

เหตุผลที่ผมแนะนำให้สมัครสอบ พร้อมจ่ายเงินให้เรียนร้อยเป็นอันดับแรกเพราะมันจะเป็นแรงผลักดันที่ดีมากๆครับ ผมลองมาแล้วใช้ได้ผลมาก เพราะค่าสอบแต่ละครั้งไม่ใช่ถูกๆเลยครับ (TOELF/IELTS ครั้งละ 5,000–8,000 บาท ส่วน GRE ครั้งละ 6,000 บาท) แต่การเลือกวันสอบควรเลือก ล่วงหน้าอย่างน้อย 2–3 เดือนครับ เพื่อจะได้เตรียมตัวได้ทัน

ศูนย์สอบของ GRE/TOELF/IELTS คนละที่กันนะครับ ดังนั้นดูดีๆตอนสมัครครับ อย่าหลงเหมือนผม เสียเงินทิ้งไป 1 รอบเพราะไปผิดที่ ฮ่าาาา

หมายเหตุ: เราสามารถสอบกี่ครั้งก็ได้เลยครับ ตามสบาย แต่การสอบแต่ละครั้งผมแนะนำว่า ควรห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อเราจะได้มีเวลาเตรียมตัวเพิ่มครั้ง สอบถี่เกินไป คะแนนจะนิ่ง และทำให้เสียกำลังใจเปล่าๆครับ

2. ซื้อหนังสือและลองทำข้อสอบเหมือนเราสอบจริง

หลังจากที่เราสมัครสอบเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเริ่มร้อนใจละครับ ฮ่าาา ตอนนี้เราต้องเริ่มประเมินตัวเองครับ ก่อนอื่นผมแนะนำให้ซื้อหนังสือตามนี้ครับ

Press enter or click to view image in full size

TOELF แนะนำของ ETS เล่มประมาณนี้ครับ เพราะเป็นข้อสอบจริงของปีที่ผ่านๆมา

Press enter or click to view image in full size

IELTS แนะนำของ KAPLAN ครับ เพื่อนๆหลายคนบอกว่าดี

Press enter or click to view image in full size

GRE ก็แนะนำ ETS ครับ เพราะเจ้านี้คือคนออกข้อสอบและเป็นข้อสอบเก่า

นี่คือหนังสือทั้งหมดที่ควรมีครับ มากกว่านี้ก็ไม่จำเป็นครับ ถ้ามีเงินก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้ามีเงินจำกัด 3 เล่มนี้คือสิ่งที่ต้องมีครับ เพราะนี่คือแนวข้อสอบจริงๆที่เราจะเจอในห้องสอบ และนี่คือสิ่งที่จะชี้ชะตาเราต่อไปครับ

อย่างแรกที่อยากให้ทำเมื่อเรามีหนังสือ คือ ทำข้อสอบโดยจับเวลาให้เหมือนการสอบจริง และตั้งใจทำข้อสอบจริงๆครับ เพื่อวัดระดับของตัวเองก่อนที่จะเริ่มเตรียม เราจะรู้จุดแข็งจุดอ่อนของเรา และจะได้เตรียมตัวได้ตรงจุดไม่เสียเวลาครับ

3. รู้คะแนน รู้จุดอ่อนจุดแข็ง

หลังจากที่เราลองทำข้อสอบจับเวลาแล้ว คะแนนที่เราได้ +- 5 จะเป็นคะแนนที่เราจะได้โดยประมาณครับผม ดังนั้น เราจะเห็นเค้าลางละว่า จุดไหนที่เราแข็งแรง จุดไหนที่เราต้องปรับปรุง

ข้อสอบของ TOELF และ IELTS จะแบ่งออกเป็น 4 skills ฟัง, อ่าน, เขียน, พูด ตามลำดับการสอบครับ (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) สำหรับผม ลำดับนี้คือเรียงตามความยาก จากน้อยไปมากเลยครับ

3. คำแนะนำสำหรับการสอบวัดระดับภาษา Tip & Trick เท่าที่ผมคิดออก

ฟัง

คำตอบมันเรียงลำดับอยู่แล้ว ดังนั้นช่วงที่มันให้อ่านคำถาม ต้องจับทางให้ได้ว่ามันจะพูดอะไรก่อนอะไรหลัง ไม่ต้องตั้งใจอ่านมากเพราะเวลามันสั้นมากๆ ในช่วงที่ให้อ่านคำถาม ถ้าอ่านไม่จบก็อย่าตกใจ เอาให้รู้เรื่องว่ามันจะพูดเรื่องอะไร แล้วน่าจะพูดอะไรก่อน จะได้จับประเด็นถูก

ถ้าฟังไม่ทันให้ใจเย็นๆ แล้วตั้งสติ ฟังให้ได้ว่ามันกำลังพูดถึงส่วนไหนแล้ว แล้วเริ่มตรงนั้น อย่าไปพะวงเรื่องที่ข้ามๆไป เช่นถ้ามันอธิบายแผนที่ ให้เอานิ้วชี้ให้ได้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนของแผนที่ แล้วมันจะอธิบายต่อจากตรงนั้นไปเรื่อยๆ จนจบ Part นั้นๆ

เวลาลอกคำตอบลงกระดาษคำตอบ ใช้ตัวใหญ่ให้หมดน่าจะพอช่วยป้องกันเรื่องชื่อเฉพาะ หรืออะไรพวกนั้นได้บ้าง เพราะถ้าผิดแม้แต่ตัวเดียว ก็ไม่ได้คะแนนในข้อนั้นนะจ๊ะ

อ่าน

คำตอบมันจะกระโดดไปกระโดดมาไม่เรียงตามเนื้อหา ดังนั้นต้องรู้ล่วงหน้าว่า ส่วนไหนพูดถึงอะไร วิธีคือ อ่านบรรทัดแรก กับบรรทัดสุดท้ายของแต่ละ paragraph คือเอาให้รู้เรื่องคร่าวๆ ว่าแตละย่อหน้าพูดถึงเรื่องอะไร ทำทุกย่อหน้า แล้วค่อยเริ่มอ่านคำถาม

เวลาอ่านคำถาม เราจะรู้ว่าคำตอบอยู่ส่วนไหนจากเรื่องที่ถาม แล้วคำถามมันก็จะมี keyword ซึ่ง keyword นี่แหละจะช่วยให้เราหาคำตอบได้เร็วขึ้น เพราะคำตอบมันจะอยู่ใกล้ๆ keyword ในคำถามไม่เกิน 1–2 ประโยค

คำแนะนำอย่างอื่นก็คือ ตั้งสติให้ดี จำไว้ว่าเหมือนเล่นเกมหาของ

เขียน

พยายามอย่าใช้คำซ้ำๆ แม้จะเป็นสิ่งเดิม ก็พยายามใช้คำใหม่ เช่น Food, Cuisine แล้วก็พยายามเลิกใช้คำว่า Very โดยให้เรียนรู้คำที่มัน specific มากขึ้น เช่น very good ก็ great, wonderful etc. มันช่วยให้เราใช้ภาษาได้ชัดเจนมากขึ้น

ต้องดู Tense ให้ดี ถ้า data เป็น Past ก็ต้องอธิบายด้วย Past ถ้า Data เป็น ถ้าเป็น Diagram ให้อธิบายด้วย Present

ต้องเรียนรู้วิธีอธิบายกราฟ กับ Process กราฟคือการ เปรียบเทียบ การอธิบายความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้องเรียนรู้ศัพท์พวก moderately, gradually, sharply, etc. แล้วก็ verb พวก increase, rise, decrease, decline, etc. เพื่อใช้อธิบายพวกกราฟ

ต้องเรียนรู้วิธีอธิบาย Diagram นั่นคือการอธิบายความเป็นเหตุเป็นผล อธิบายขั้นตอนก่อนหลัง ก็ต้องใช้คำ บอกเวลา มาก่อนหลัง เช่น After + ing, before+ing, then, firstly, secondly, etc. แล้วก็รูปประโยคอธิบายเหตุผล เช่น …; as a result, … , Because …. , So, Therefore, etc.

สำหรับข้อสอง อันนี้มันก็จะมี pattern ของมัน หาได้ทั่วไป

Introduction 3–4 sentences

1 เขียนถึง General topic ของโจทย์

2 แล้วตามด้วยความเห็นของเราว่าเห็นด้วยไม่เห็นด้วย

3 เหตุผล 2–3 ที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

Support reason 1 5–6 sentences

1 พูดถึงเหตุผลที่ 1

2 อธิบายว่าทำไมเราถึงอ้างเหตุผลนี้

3–5 ยกตัวอย่างที่เรามโนขึ้นมา

Support reason 2 5–6 sentences

1 พูดถึงเหตุผลที่ 2

2 อธิบายว่าทำไมเราถึงอ้างเหตุผลนี้

3–5 ยกตัวอย่างที่เรามโนขึ้นมา

Conclusion 3–4 sentences

1 paraphase โจทย์ใน 1 ประโยค

2 ยืนยันควาเห็นของเราเอง

3–4 ย้ำเหตุผลทั้งหมดที่เราเอามาสนับสนุนแนวคิดเรา

ข้อระวังขอทั้งหมดคือ เขียนห้ามต่ำกว่าที่กำหนด 150/250 ต้องหัดเขียนดูอ่ะ ของเราเวลาเขียนนับได้บรรทัดละประมาณ 10 คำ ดังนั้นต้องเขียนให้ได้ 15/25 บรรทัด

พูด

อันนี้ยากสุด เราแนะนำว่าถ้าอยากเพิ่มคะแนนจริงๆ ให้ลงเรียน เพราะมันต้องใช้คนที่มีความรุ้จริงๆมาช่วยแนะนำ

แต่ถ้าอยากฝึกเองจริงๆ ก็แนะนำว่า ข้อสำคัญคือ

Accent ต้องกระแดะพอให้ฝรั่งฟังแล้วไม่ต้องทำหน้างง วิธีฝึกคือ เลียนแบบหนัง หรือคลิปวีดีโอก็ได้ ทำไปเรื่อยๆ

Vocabulary คล้ายกับเวลาเขียน คือพยายามหลากคำ อย่างใช้คำเดิมๆ ใช้ Dictionary ทีมี Thesaurus จะดีมาก

Tense พยายามใช้ให้หลากหลาย และถูกต้องที่สุด

พยายามยกตัวอย่างที่ชัดเจน Specific เพราะมันแสดงถึงความสามารถในการใช้ภาษา ถ้าพูดลอยๆ มันจะดูไม่เจ๋ง

ยิ้มและมั่นใจเข้าไว้ อย่านั่งตัวงอ เสียงเบาๆ พยายามทำเหมือนคุยกับเพื่อนทั่วไป หรือไม่ก็คิดว่าเป็นการสัมภาษณ์งานก็ได้

4. การเตรียมตัวอีกครั้งในกรณีที่ผลยังไม่เป็นที่พอใจ

เมื่อผลสอบออกมา ยังไม่ถึงเกณฑ์ ยังไม่ต้องท้อนะครับ ผมเองก็สอบ TOELF สองรอบ IELTS สองรอบ GRE อีก 1 รอบ เหมือนกัน ดังนั้น อย่าตกใจครับ ถือว่าเราลองสนามสอบ

แต่หลังสอบต้องให้เวลาตัวเองนะครับ เพื่อกลับไปเตรียมตัวอีกครั้ง อย่างน้อยต้องมีเวลาเตรียมตัวรอบใหม่ 1–2 เดือนครับ เพราะทักษะภาษามันไม่สามารถพัฒนาได้ชั่วข้ามคืนครับผม ดังนั้น ไม่ต้องรีบครับให้เวลา และอดทน

Join the Conversation

Your comment is awaiting moderation. This is a spam-free zone!

format_list_bulleted Contents