Miscellaneous

ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 องค์กรชั้นนำ: เงินติดล้อ & VISTEC สู่วิสัยทัศน์ “ไปด้วยกันไปได้ไกล” ที่วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ KKU

Decoding Success from Two Leading Organizations: Ngern Tid Lor & VISTEC—Towards a "Go Together, Go Far" Vision for the College of Computing, KKU

calendar_today Jun 12, 2026
schedule 1 min read

เมื่อไม่นานมานี้ ผมและคณาจารย์จากวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานใน 2 องค์กรแถวหน้าของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในมิติที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง องค์กรแรกคือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ผู้นำด้านสินเชื่อทะเบียนรถและนายหน้าประกันภัยยุคดิจิทัล และองค์กรที่สองคือ สถาบันวิทยสิรินเมธี (VISTEC) สถาบันบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก

แม้ว่าบริบทของทั้งสองแห่งจะดูเหมือนอยู่คนละขั้ว แต่สิ่งที่เราได้ค้นพบและตระหนักร่วมกันตลอดการเดินทางครั้งนี้คือ “พลังของวัฒนธรรมองค์กร ดาต้า และระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนให้พวกเขาก้าวไปสู่ความสำเร็จระดับประเทศ และสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นบทเรียนล้ำค่าที่เราสามารถนำกลับมาตกผลึก เพื่อ Re-design และยกระดับการทำงานและการเรียนรู้ของเรา

[Part 1] เงินติดล้อ: สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ทรงพลังด้วย Data & Sociogram

เป้าหมายสูงสุด (Purpose) ของเงินติดล้อชัดเจนมากตั้งแต่ก้าวแรก คือการส่งมอบโอกาสทางการเงินและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Low Income) ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารหลัก แต่คำถามสำคัญคือ ธุรกิจที่มีมากกว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศ จะหล่อหลอมพนักงานจำนวนมหาศาลให้เดินไปสู่จุดหมายเดียวกันได้อย่างไรโดยที่วัฒนธรรมไม่เจือจาง? คำตอบของเงินติดล้อคือการขับเคลื่อนผ่าน “Why” (ทำไมเราถึงมาทำงานในทุกเช้า) และ “How” (เราจะส่งมอบคุณค่านั้นอย่างไร)

บทเรียนและนวัตกรรมที่จับต้องได้:

  • ขุด Core Value ออกมาจากกำแพง: วัฒนธรรมที่นี่ไม่ได้มีไว้แค่แปะบนฝาผนัง แต่ถูกแปลงเป็นพฤติกรรมจริง เช่น การมี License to Fail (ส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิดกล้าลองใน Sandbox แล็บนวัตกรรม) , Sense of Ownership (พนักงานคิดเหมือนเป็นเจ้าของบริษัท มีนโยบายช่วยสมทบทุนซื้อหุ้นตอน IPO) , และ Candid Teamwork (สื่อสารตรงไปตรงมาและให้รางวัลกับคนที่กล้าสะท้อนความจริง)

  • ใช้ Sociogram ค้นหา “Culture Heroes”: เมื่อองค์กรเติบโต การทำงานแบบ Cross-functional จะยากขึ้นและมักเกิด Silo เงินติดล้อจึงนำแนวคิด Sociogram (แผนภูมิสังคม) เข้ามาจับข้อมูลพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ เพื่อระบุตัวว่าใครคือ Influencer (ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดที่ไม่เป็นทางการ) ในวงสนทนาของแต่ละกลุ่ม คนเหล่านี้แหละที่จะทำหน้าที่เป็น “จุดกระจายความเข้าใจ” และช่วยส่งต่อ Core Value ขององค์กรไปยังเพื่อนร่วมงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและทรงพลังที่สุด

  • นวัตกรรมที่ Data-Driven และเข้าใจ User: มีการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินประสิทธิภาพในการเปิด-ปิดสาขา รวมถึงพัฒนาโปรเจกต์ AI ของตัวเอง (ชื่อ “Abdul”) เข้ามาวิเคราะห์ปัญหาหน้างาน โดยเงินติดล้อเน้นย้ำว่า “AI เป็นเพียงคำแนะนำ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ Relationship ระหว่างมนุษย์จริง ๆ”

[Part 2] VISTEC: จากงานวิจัยระดับ World-Class สู่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม

ในขณะที่เงินติดล้อเชี่ยวชาญด้านการบริหารคนหน้างาน VISTEC (โดยเฉพาะสำนักวิชา IST) กลับแสดงให้เห็นถึงพิมพ์เขียวของการสร้าง “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก” (Frontier AI) ผ่านแนวคิด Networked, Multimodal, Physically Embodied AI (AI ที่เชื่อมโยง รับรู้หลายช่องทาง และปฏิสัมพันธ์กับโลกกายภาพจริงได้)

บทเรียนและสถาปัตยกรรมการเติบโต:

  • เป้าหมายที่เฉียบคมและโครงสร้างที่ Flat: การแบ่งกลุ่มวิจัยเป็น 3 คลัสเตอร์หลักชัดเจน (Physical, Computational, Infrastructure & System Intelligence) ประกอบกับการบริหารองค์กรที่ยืดหยุ่นและแบนราบ (Lean & Flat Organization) ช่วยให้องค์กรสามารถขยับตัวและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

  • Facilities & Support คือรากฐานของงานวิจัยคุณภาพ: การจะสร้าง Impact ระดับโลกได้นั้น โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (เช่น Data Center Networks สำหรับประมวลผล AI) และ Facility สภาพแวดล้อมที่พร้อมมูล คือปัจจัยพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เลย

  • โมเดล 3 Pillar: สะพานเชื่อมงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์  (Technology Readiness Level (TRL) 1-9): VISTEC มีโมเดลการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ชัดเจน เริ่มตั้งแต่:

    • Pillar 1: งานวิจัยพื้นฐาน (TRL 1-3)

    • Pillar 2: การทดสอบในห้องแล็บขั้นสูง (TRL 4-6)

    • Pillar 3: ผลงานระดับที่นำไปใช้ในธุรกิจและขายได้จริง (TRL 7-9) เช่น แพลตฟอร์มสัญชาติไทยอย่าง VISAI หรือความร่วมมือในแล็บนวัตกรรม WAI ร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ (PTT, PTTEP, SCB)

    • กระบวนการทั้งหมดผ่านลูปการพัฒนาที่เป็นระบบ: เริ่มจาก Simulation -> ลงลึกใน Lab -> และขยายผลสู่ Pilot Plant ซึ่งสะท้อนว่างานวิจัยที่กลายเป็นสินค้านั้นต้องอาศัยเวลาและการบ่มเพาะที่ยาวนาน

[Reflection] มองกระจกสะท้อน

สิ่งสำคัญที่สุดของการไปศึกษาดูงานไม่ใช่เพียงแค่การไป “เห็น” ว่าคนอื่นเก่งอย่างไร แต่คือการกลับมา “ขบคิด” ว่าเราจะนำความรู้นั้นมาปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นได้อย่างไร ผมเห็นโอกาสมากมายที่เราสามารถนำแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อจุดประกายความเปลี่ยนแปลงใน 2 มิติหลัก:

1. การสร้าง Core Value Awareness ด้วย Sociogram (เพื่อคนทำงานและนักศึกษา)

  • สำหรับบุคลากร (Staff & Faculty): ในช่วงเวลาที่เรากำลังขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ๆ หรือการพัฒนาเครื่องมือการเรียนการสอน การสื่อสารแบบสั่งการบนลงล่าง (Top-down) มักจะมีข้อจำกัด หากเราลองปรับใช้ Sociogram เพื่อค้นหา “แกนนำทางความคิดที่ไม่เป็นทางการ” (Informal Influencers) ในกลุ่มอาจารย์และเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน แล้วชวนคนกลุ่มนี้มาเป็นกระบอกเสียงและร่วมทดลองสร้างต้นแบบ ความเข้าใจและการยอมรับใน Core Value ใหม่ๆ จะกระจายตัวได้ไวกว่าเดิมมาก

  • สำหรับนักศึกษา: ในกิจกรรมใหญ่ของคณะหรือกิจกรรมพัฒนานักศึกษา เราสามารถใช้แนวคิด Sociogram ค้นหา “Peer Network Hubs” หรือนักศึกษาที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มเพื่อน เพื่อดึงพวกเขาเข้ามาเป็นแกนนำขับเคลื่อนกิจกรรม การสร้าง Awareness ผ่านกลุ่มเพื่อนด้วยกันจะสร้าง Dynamic และพลังการมีส่วนร่วม (Sense of Ownership) ที่ยั่งยืนกว่าการประกาศแบบเป็นทางการ

2. การสร้างวัฒนธรรมทีมวิจัยและระบบสนับสนุน (Research Culture & Support System)

การสร้างทีมวิจัยที่แข็งแกร่ง (เช่น ทีม GeoAI หรือ remote sensing) ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ศักยภาพของนักวิจัยรายบุคคล แต่ต้องการโครงสร้างที่ถอดบทเรียนมาจาก VISTEC:

  • Clear Mentoring Process (กระบวนการพี่เลี้ยงที่ชัดเจน): เราต้องสร้างนิเวศการวิจัยในลักษณะ Multi-tier Mentorship ที่เชื่อมโยงอาจารย์, นักศึกษาบัณฑิตศึกษา (ป.โท-เอก), และนักศึกษา ป.ตรี (ผ่าน Senior Project) เข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว ให้แล็บวิจัยเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนได้ส่งต่อความรู้และเติบโตไปด้วยกัน

  • Lean Support Staff (ลดภาระงานระบบ เพิ่มเวลาวิจัย): เพื่อให้อาจารย์และนักวิจัยสามารถโฟกัสกับการคิดค้นนวัตกรรม (TRL ขั้นต้น) ได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนหลังบ้าน (Support Staff) ที่มีความคล่องตัว ช่วยดูแลเรื่องงานเอกสาร ทุนวิจัย และการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ เพื่อลดภาระงานแอดมินที่ไม่จำเป็นลง

  • สร้างสภาพแวดล้อมแล็บวิจัยที่ปลอดภัย (License to Fail): ส่งเสริมให้นักศึกษาและนักวิจัยกล้าตั้งโจทย์ยากๆ กล้าทดลองสิ่งใหม่ในแล็บ โดยมองว่าความล้มเหลวระหว่างทางคือ “กระบวนการเรียนรู้และสะสมดาต้า” เพื่อเป็นรากฐานสู่งานวิจัยที่สร้างอิมแพ็กได้จริง

บทสรุป: “ไปด้วยกันไปได้ไกล”

ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่งที่เดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดจากการออกแบบระบบ สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เอื้อให้ “ทุกคนในองค์กรเดินไปพร้อมกัน” เงินติดล้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเอาใส่ใจในผู้คนและวัฒนธรรมสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนธุรกิจได้มหาศาล ส่วน VISTEC ก็แสดงให้เห็นว่าระบบสนับสนุนและเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถดันงานวิจัยไทยให้ไปไกลถึงระดับโลกได้

การผสานความใส่ใจในผู้คน (People & Culture) เข้ากับระบบสนับสนุนการวิจัยที่แข็งแกร่ง (Facilities & Support) จะเป็นบันไดขั้นสำคัญที่ช่วยให้ทั้งบุคลากรและนักศึกษาของเรา สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม เรียนรู้อย่างมีความสุข และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน… เพราะเราเชื่อมั่นว่า “ไปด้วยกัน… ไปได้ไกล” ครับ

Join the Conversation

Your comment is awaiting moderation. This is a spam-free zone!

format_list_bulleted Contents