Coding Open Source Tutorial

ประหยัด Token AI ตอนโค้ดยังไงให้อยู่ได้นานขึ้น: ลองใช้ tokless

Making AI Tokens Last Longer While Coding: Picking the Right Model + tokless

calendar_today Sep 7, 2026
schedule 1 min read

ช่วงหลังมานี้ผมใช้ AI coding agent แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นตอนเขียนสคริปต์ประมวลผลข้อมูล GIS หรือช่วยดีบักโค้ดโปรเจกต์ต่าง ๆ แต่ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดไม่ใช่ความสามารถของโมเดล แต่คือ token หมดเร็วกว่าที่คิด โดยเฉพาะตอนใช้งานผ่าน Antigravity ที่บางทีทำงานไปได้ไม่กี่รอบก็ชนลิมิตแล้ว ต้องรอ reset หรือสลับไปใช้โมเดลอื่นแทน

พอดีไปเจอโปรเจกต์ tokless ของ HoangP8 เข้า เลยลองติดตั้งดูกับงานที่ทำอยู่ประจำ แล้วก็พบว่ามันช่วยได้จริง งานปริมาณเท่าเดิม แต่ token ใช้ไปน้อยลง ทำให้ใช้งานต่อได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนจะพูดถึง tokless มีอีกเรื่องพื้นฐานที่อยากชวนคิดก่อน นั่นคือการเลือกโมเดลให้ถูกกับงาน ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่าย/quota มากกว่าที่หลายคนคิด บทความนี้เลยจะเล่าทั้งสองเรื่อง เริ่มเลยละกัน!

ทำไม token ถึงหมดเร็ว

ปัญหาที่คนใช้ AI coding agentเจอบ่อย ๆ คือ context ที่ป้อนเข้าโมเดลในแต่ละรอบมันบวมเกินความจำเป็น เช่น

  • รัน command แล้ว output ยาวเป็นหน้ากระดาษ ทั้งที่ AI ต้องการแค่บรรทัดสองบรรทัด
  • ให้ AI อ่านทั้งไฟล์เพื่อหาแค่ฟังก์ชันเดียว
  • คำตอบของ AI เองก็ยืดยาว อธิบายเกินความจำเป็น
  • งานที่ต้องประมวลผลข้อมูลเยอะ ๆ แล้ว AI ต้องอ่านผลลัพธ์ดิบทั้งหมดกลับเข้า context

ทุกจุดนี้คือ token ที่ถูกใช้ไปแบบไม่จำเป็น สะสมไปเรื่อย ๆ ต่อการสนทนาหนึ่งครั้งก็หมดเร็วกว่าที่ควร

ก่อนอื่น: เลือกโมเดลให้ถูกกับงานก่อน

มีอีกเรื่องที่อยากพูดถึงก่อนจะไปถึง tokless เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยประหยัดได้เยอะกว่า และควรทำเป็นอันดับแรก นั่นคือเลือกโมเดลให้เหมาะกับขนาดงาน ไม่ใช่เปิดโมเดลรุ่นท็อปสุดไว้ใช้ทุกงานตลอดเวลา

หลายคน (รวมถึงผมเองในอดีต) ติดนิสัยเปิดโมเดลที่แรงที่สุดค้างไว้ ทั้งที่งานที่ทำอยู่แค่แก้ typo, เขียน docstring, หรือรีแฟกเตอร์โค้ดเล็ก ๆ ที่โมเดลรุ่นเล็กกว่าก็ทำได้สบาย ๆ ปัญหาคือราคาต่อ token ระหว่างโมเดลรุ่นท็อปกับรุ่นเล็กมันต่างกันหลายเท่าตัว ไม่ใช่ต่างกันนิดหน่อย

ลองดูตัวอย่างราคาต่อ 1 ล้าน token (อ้างอิงจากหน้าราคาทางการ ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ — ราคาจริงเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ควรเช็กหน้าราคาล่าสุดก่อนตัดสินใจ):

ฝั่ง โมเดล Input / 1M token Output / 1M token
Anthropic Claude Opus 5 (รุ่นท็อป) $5 $25
Anthropic Claude Sonnet 5 (รุ่นกลาง) $2 $10
Anthropic Claude Haiku 4.5 (รุ่นเล็ก) $1 $5
OpenAI GPT-6 Astra (รุ่นท็อป) $10 $50
OpenAI GPT-5.6 Luna (รุ่นเล็ก) $0.20 $1.20

จะเห็นว่าแค่ในฝั่ง Anthropic โมเดลท็อปสุดกับรุ่นเล็กสุดต่างกันถึง 5 เท่า ทั้งฝั่ง input และ output ส่วนฝั่ง OpenAI ยิ่งชัดกว่านั้น รุ่นท็อปกับรุ่นเล็กต่างกันถึง ~40–50 เท่า งานปริมาณเท่ากันเป๊ะ แต่ค่าใช้จ่าย (หรือ quota ที่โดนหักไป) ต่างกันคนละเรื่องเลย

เพราะฉะนั้นก่อนจะไปหาเครื่องมือมาช่วยประหยัด token ให้ถามตัวเองก่อนว่า งานตรงหน้าจำเป็นต้องใช้โมเดลรุ่นท็อปจริงไหม ถ้าเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ซับซ้อน ต้องวางแผนสถาปัตยกรรม หรือดีบักบั๊กหิน ๆ ค่อยสลับไปโมเดลรุ่นท็อป แต่ถ้าเป็นงานเล็ก ๆ ทั่วไป งานซ้ำ ๆ ที่ไม่ต้องคิดเยอะ ใช้โมเดลรุ่นรองหรือรุ่นเล็กก็เพียงพอ และยังทำให้ quota/เครดิตที่มีอยู่ใช้ได้นานขึ้นมากด้วย

พอเลือกโมเดลให้เหมาะกับงานแล้ว ค่อยเติม tokless เข้าไปเป็นชั้นที่สอง เพื่อลด token ที่ยังรั่วไหลอยู่ในแต่ละคำขอให้น้อยลงไปอีก สองอย่างนี้ทำงานคนละชั้นกัน ใช้ร่วมกันได้เต็มที่ ไม่ทับซ้อนกัน

tokless คืออะไร

tokless เป็นเครื่องมือ CLI ตัวเดียวที่รวมปลั๊กอินประหยัด token ไว้ 4 ตัว ครอบคลุมจุดที่ token รั่วไหลบ่อยที่สุด และรองรับ agent หลักอย่าง Claude Code, OpenCode, Codex และ Antigravity

  • RTK — กรอง output จาก bash/tool ที่รก ๆ ออกก่อนส่งให้โมเดล ใน README ยกตัวอย่างว่า output ยาว 45 บรรทัด (~800 token) ถูกย่อเหลือ 12 บรรทัด (~150 token)
  • Caveman — บังคับให้ AI ตอบแบบกระชับ ตรงประเด็น ไม่อารัมภบทยาว ตัวอย่างจาก README คือคำอธิบายที่เคยใช้ 69 token ลดเหลือ 19 token
  • CodeGraph — ให้ AI ค้น code graph เพื่อหาสิ่งที่ต้องการ แทนที่จะเปิดอ่านทั้งไฟล์
  • Context-Mode — งานที่ต้องประมวลผลข้อมูลหนัก ๆ จะถูกรันใน sandbox แล้วส่งกลับมาแค่ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อมูลดิบทั้งก้อน

จุดที่ผมชอบคือมันไม่ได้บังคับให้เปลี่ยนวิธีทำงาน แค่ติดตั้งครั้งเดียวแล้วปลั๊กอินทั้ง 4 ตัวก็ทำงานอยู่เบื้องหลังของ agent ที่เราใช้อยู่แล้ว

ผลจากการลองใช้จริง

ผมลองเทียบงานลักษณะเดิม ๆ ที่ทำประจำ (เขียน/แก้โค้ด รันคำสั่งตรวจสอบผลลัพธ์ ให้ AI อธิบายโค้ด) ทั้งแบบติดตั้ง tokless และไม่ได้ติดตั้ง บน Antigravity เป็นหลัก สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือ session เดียวกันใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมพอสมควรก่อนที่ token จะหมดหรือชนลิมิต ทั้งที่ปริมาณงานที่ทำเสร็จใกล้เคียงกัน พูดง่าย ๆ คือได้งานเท่าเดิมแต่จ่าย token น้อยลง ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขตัวอย่างที่ทาง tokless แสดงไว้ใน README (ลด bash output ได้ราว 81% และลดความยาวคำตอบได้ราว 72% ในกรณีตัวอย่างของเขา)

ผมยังไม่ได้ทำ benchmark แบบเป็นระบบ (จำนวนรอบงาน/จำนวน token ที่วัดแม่นยำ) แต่จากการใช้งานจริงหน้างานทุกวัน ก็รู้สึกได้ถึงความต่างชัดเจนพอที่จะแนะนำให้ลองกัน

วิธีติดตั้ง

macOS / Linux

bash
curl -fsSL https://raw.githubusercontent.com/HoangP8/tokless/main/scripts/install.sh | bash

Windows 

พิมพ์ Powershell ที่ Start Menu แล้วคลิ๊กที่ Run as Administrator

จากนั้น Copy Code ข้างล่างนี้วางในหน้าจอของ Powershell
irm https://raw.githubusercontent.com/HoangP8/tokless/main/scripts/install.ps1 | iex 

กด Enter จะรันคำสั่ง tokless จะเข้าสู่โหมด interactive setup ให้เลือกว่าจะติดตั้งปลั๊กอินตัวไหนบ้าง และเลือก agent ที่ต้องการเปิดใช้งาน (เช่น Claude Code, OpenCode, Codex, Antigravity)

ถ้าต้องการติดตั้งเฉพาะบาง agent สามารถระบุผ่าน flag ได้ เช่น

bash
tokless --agents claude,antigravity

อยากดูก่อนว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างโดยยังไม่ install จริง ใช้

bash
tokless --dry-run --verbose

คำสั่งที่ใช้บ่อยหลังติดตั้ง

ตรวจสอบสถานะการตั้งค่าปัจจุบัน ว่าปลั๊กอินไหนเปิดอยู่บ้าง มีปัญหาอะไรไหม

bash
tokless doctor 

อัปเดตปลั๊กอินเป็นเวอร์ชันล่าสุด พร้อม diff ให้ดูก่อนว่าเปลี่ยนอะไรบ้าง

bash
tokless update 

ถ้าอยากถอนการติดตั้งทั้งหมด

bash
tokless uninstall

สรุป

ถ้าใครใช้ AI coding agent เป็นประจำแล้วรู้สึกว่า token หมดเร็วเกินไป โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ Antigravity ได้รับความนิยมสูง แนะนำให้ทำสองอย่างนี้ควบกัน

  1. เลือกโมเดลให้เหมาะกับงานก่อน — งานเล็ก งานซ้ำ ๆ ใช้โมเดลรุ่นรอง/รุ่นเล็กพอ เก็บโมเดลรุ่นท็อปไว้สำหรับงานที่ต้องคิดเยอะจริง ๆ แค่นี้ก็ประหยัดไปได้หลายเท่าตัวแล้วจากส่วนต่างราคาที่คุยไปข้างต้น
  2. ติดตั้ง tokless เพิ่มเข้าไป เพื่อลด token ที่รั่วไหลในแต่ละคำขอ ไม่ว่าจะใช้โมเดลรุ่นไหนอยู่ก็ตาม

ใช้เวลาติดตั้งไม่กี่นาที ไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานเดิม แต่ช่วยให้ session การทำงานยืดออกไปได้อีกพอสมควร จากที่ลองใช้เองพบว่าทำงานปริมาณเท่าเดิม แต่ token เหลือใช้มากกว่าเดิมชัดเจน

ใครลองแล้วผลเป็นยังไงมาแชร์กันได้เลยครับ


อ้างอิง

ราคาโมเดลข้างต้นเป็นราคา ณ ตอนที่เขียนบทความ (กันยายน 2569) ผู้ให้บริการมักปรับราคา/ออกโมเดลใหม่อยู่เรื่อย ๆ แนะนำให้เช็กหน้าราคาทางการอีกครั้งก่อนใช้ตัดสินใจจริง

Join the Conversation

Your comment is awaiting moderation. This is a spam-free zone!

format_list_bulleted Contents